เทศน์พระ

กินข้าว

๑๖ ก.พ. ๒๕๖๙

กินข้าว

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ต้องฟังธรรม ฟังธรรมเป็นกาลเป็นเวลา เป็นมงคลชีวิต

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามีแนวทางในการประพฤติปฏิบัติไง ถ้าไม่มีแนวทางในประพฤติปฏิบัติ สุ่มเดาของเราไปเรื่อย สุ่มเดาไปเพราะมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

กิเลสในหัวใจของตนนี้ร้ายกาจนัก มันพลิกมันแพลง มันปลิ้นปล้อน มันหลอกมันลวงไปตลอด หลอกลวงให้เราจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้ไง

แต่ด้วยอำนาจวาสนาของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์เห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระเป็นนักรบ นักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เราต้องไปเผชิญหน้ากับมัน

ถ้าเราเผชิญหน้ากับมัน เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกไง คนเราจะเข้าไปเผชิญหน้ากับเสือด้วยมือเปล่าๆ ใช่ไหม มันต้องมีอาวุธไง เราจะเผชิญกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรา เราจะเข้าไปเผชิญกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเราด้วยความอ่อนด้อย ไปให้มันไปตะปบเล่นใช่ไหม

เวลาเข้าไปเผชิญกับเสือต่อหน้า เราจะไปสู้กับเสือ เราต้องมีอาวุธ มีมีดพร้า มีปืน มีหลาวไว้สู้กับเสือไง

เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนามาบวชเป็นพระ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบอาวุธไว้ให้ ศีลธรรมนั่นน่ะเป็นอาวุธของเรา

ศีล ความปกติของใจ สติปัญญาเป็นอาวุธที่เข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ถ้าเข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน กองทัพกิเลสกับกองทัพธรรมมันจะเกิดขึ้นบนจิตของเรา ถ้ามันเกิดขึ้นบนจิตของเรา นักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ การเกิดไง เกิดในกำเนิด ๔ ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ เกิดในภพใดชาติใดไง มันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย มีสิ่งดำรงชีวิต ถ้าดำรงชีวิตไง เราเกิดเป็นมนุษย์ไง มีปัจจัย ๔ เพราะปัจจัย ๔ บวชเป็นพระๆ บริขาร ๘ บาตรเป็นอาหาร จีวร เครื่องนุ่งห่มอาศัย ที่อยู่อาศัย กลด เรือนว่าง สิ่งที่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา น้ำดองมูตรเน่า สิ่งที่เราจะรักษาชีวิตของเราไง รักษาชีวิตของเรา สิ่งดำรงชีวิตๆ ไง

สิ่งดำรงชีวิต เห็นไหม คนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เวลาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง ทำหน้าที่การงานของเราเพื่อปัจจัยเครื่องดำรงชีวิตของตน เขามีหน้าที่การงานของเขา งานของเขาเพื่อดำรงชีวิต ดำรงชีวิตแล้วสร้างครอบครัว สร้างชาติ สร้างตระกูล

ของเรามาบวชเป็นพระๆ มีบริขาร ๘ บริขาร ๘ นี่แหละปัจจัย ๔ ถ้าปัจจัย ๔ ขึ้นมา เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งๆ สิ่งที่เราแสวงหามาเพื่อดำรงชีวิตไง

ถ้าดำรงชีวิตของเราขึ้นมา ดำรงชีวิตไว้ทำไม

ดำรงชีวิตไว้เพื่อฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเรา คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ถ้ากายกับใจ ร่างกายนี้ถ้ามันเข้มแข็งแข็งแรงขึ้นมา การทำสิ่งใดของเราก็สะดวกสบายของเรา เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปหาหมอ สิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านก็ธรรมโอสถๆ ไง

แต่ของเราไง เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของเราก่อน ถ้าจิตใจเราอ่อนแอ ไปหาหมอ ถ้าจิตใจเราเข้มแข็ง ธรรมโอสถๆ ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วมันรักษาโรคภัยไข้เจ็บในหัวใจของตนได้ นั่นน่ะธรรมโอสถ ไม่ใช่มรรค

เวลามันเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา ดำริชอบ การงานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมนั้นมันเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา ถ้าเป็นมรรคผลขึ้นมา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เราต้องมีอาหารของเรา

โดยประชาชนของเรา เขาอยู่หากินของเขา ปัจจัยเครื่องอาศัยเขากินข้าว กินข้าวขึ้นมานะ เขาก็ต้องทำไร่ไถนาของเขา ถ้าทำไร่ไถนาของเขา เขาต้องมีที่นาของเขา ถ้ามีที่นาของเขานะ เขาต้องมีเมล็ดพันธุ์ของเขา

เวลาทำนาปี เขาต้องรอฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เขาต้องถากต้องไถของเขาเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ของเขา เพื่อปลูกธัญญาหารของเขา เพื่อปลูกข้าว ปลูกสิ่งที่เป็นอาหารของเขา เป็นปัจจัยดำรงชีวิตไง

ถ้ามีข้าวกิน มีข้าวกินแล้วสิ่งอื่นขึ้นมามันก็ดำรงของมันต่อมาได้ไง นี่ถ้ามีข้าวกิน เห็นไหม

เรามาบวชเป็นพระๆ ถ้าบวชเป็นพระขึ้นมา ด้วยร่มโพธิ์ร่มไทรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มีปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ วัดเป็นที่อยู่ที่อาศัยของผู้ที่ไม่มีเรือน เราเช้ามาเราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งของเรา ที่อยู่อาศัยก็กุฏิที่พักที่อาศัย เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เราก็มีเภสัชของเราเพื่อรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา

แต่ถ้าจิตใจมันเจ็บไข้ได้ป่วยล่ะ มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของเราล่ะ เราจะมีสติปัญญาเท่าทันกับกิเลสในหัวใจของตนหรือไม่

ถ้าเรามีสติปัญญาเท่าทันกิเลสในหัวใจของตนหรือไม่ไง สิ่งที่มันจรมาๆ อารมณ์ความรู้สึกของเรานี่สิ่งที่มันจรมา

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมามันจะเป็นอริยสัจ เป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมา

แต่ถ้ามันไม่เป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมา ความรู้สึกนึกคิดของตน อารมณ์ที่มันจรมาๆ เห็นไหม ชาติ ชาติปิ ทุกฺขา ทุกข์ ชาติความเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง สิ่งที่อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มันจรมาๆ ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันจรมาๆ สิ่งที่เรามีสติมีปัญญา ถ้ามีสติปัญญามันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เรากำหนดพุทโธๆ ของเรา นั่นน่ะจิตมันทำงานของมันไง

คนเราเกิดมามีกายกับใจนะ คนเรามีสติมีปัญญา มีสติมีปัญญามันเกิดมาจากไหน เกิดมาจากจิต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จริตนิสัยที่มันสร้างสมมา จริตนิสัยของคนแตกต่างกันไป ความชอบความปรารถนาของคนก็แตกต่างกันไป แตกต่างกันไป ถ้ามันชอบ มันชอบใจของมัน มันก็มีความสุขของมัน ถ้ามันขัดใจมันก็เป็นความทุกข์ของมัน

นั่นมันชอบใจสิ่งที่เป็นภายนอก ภายนอกมันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยจากภายนอก

ภายในๆ อารมณ์ความรู้สึกของตน กิเลส ความชอบ ความพอใจต่างๆ มันเป็นจริตเป็นนิสัย มันเจือไปด้วยกิเลส เจือไปด้วยกิเลสเพราะอะไร เพราะสิ่งที่ความต้องการ ต้องการปรารถนา มันก็เป็นอำนาจวาสนาของตนไง อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไง

แล้วสิ่งที่เราใช้สอย เราเพียงพอของเราแค่นี้ เราก็เพียงพอของเรา คนที่เขาวิตกวิจารณ์ของเขา เขาก็กักตุนของเขา มันก็เป็นโทษของเขา นี่มันเป็นเรื่องภายในไง กายกับใจๆ

โดยธรรมชาติของทารก มันเกิดแล้วมันต้องเติบโตเป็นธรรมดา ร่างกายนี้มันต้องเติบโตขึ้นมาเป็นธรรมดา แต่สมองของคน คนมีความรู้เขาต้องมีการศึกษาของเขา การศึกษาของเขาเพื่อพัฒนาหัวใจของเขา ถ้าเขามีความรู้ของเขา มีสติปัญญาของเขา เขาทำสิ่งใดก็เป็นประโยชน์กับเขาๆ แต่ถ้ามันมีตัณหาความทะยานอยาก ถ้ามันล้นฝั่งๆ เอารัดเอาเปรียบเขา นั่นมันก็เป็นโทษของเขา เป็นโทษของเขานะ

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำคุณงามความดีมา ทำความชั่วมามากน้อยขนาดไหน มันก็เป็นจริตนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของมันนั่นแหละ

คนเราธาตุที่มันดีงามนะ มันแสวงหาสิ่งที่ความดีงาม ธาตุที่มันชั่วร้ายไง มันก็แสวงหาสิ่งที่ดีงาม เอาความดีงามโปะไว้ข้างหน้าไง หน้าไหว้หลังหลอกไง ต่อหน้า ลับหลัง มันก็แตกต่างหลากหลายกันไป

แต่ถ้ามันมีซื่อสัตย์สุจริต นั่นวาสนาของเขา ซื่อสัตย์สุจริตมันไม่มีสิ่งใดซ่อนไว้ในหัวใจของตน มันก็สบายใจของตน ถ้ามันมีซ่อนไว้ในหัวใจของตน มันก็มีต่อหน้าและลับหลัง มีภายนอกและภายใน

แล้วภายนอกภายใน เวลาทำความสงบของใจเข้ามาล่ะ

เวลาออกวิเวกนะ ออกหาความสงบสงัดจากภายนอก สิ่งที่มันคลุกคลีกัน มันทำความสงบสุขได้ยาก

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่มั่นเวลาท่านไปอยู่กับชาวเขา ชาวเขาเขาเป็นคนซื่อ เขาไม่เคยเห็นอย่างนี้ไง เพราะเขาอยู่ป่าอยู่เขาธรรมชาติของเขา วันหนึ่งเห็นตุ๊มาไง

“ตุ๊ ตุ๊มาทำไม มาเอาอะไร”

“มาบิณฑบาต มาเอาข้าว”

“เอาข้าวสุกหรือเอาข้าวสาร”

“เอาข้าวสุก”

“อ๋อ! เอาข้าวสุก”

เห็นไหม กินข้าว หาข้าว

เวลาหาข้าว ปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิต สิ่งที่แสวงหาๆ ทำไมต้องไปทุกข์ไปยากกันอย่างนั้น

เราบิณฑบาต วัด เราอยู่ในบ้านในเมืองของเรา บิณฑบาตที่ไหนก็ได้ ชาวบ้านชาวเมือง เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราอาศัยร่มโพธิ์ร่มไทรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัย บริษัท ๔ เขาก็ทำบุญกุศลของเขา เขาทำบุญตักบาตรของเขา เพราะเขาเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ไอ้เราพระสงฆ์ๆ เราบวชมาเป็นสมมุติสงฆ์ เราเป็นพระสงฆ์ เราจะเป็นนักรบไง นักรบบวชเป็นพระใช้ชีวิตแบบฆราวาสไม่ได้ จะทำอาหารให้สุกเองก็ไม่ได้ จะทำสิ่งใดก็ไม่ได้ ต้องบิณฑบาต เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งไง

เขาก็ปรารถนาที่จะทำบุญกุศลของเขา เราก็ออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพของเราด้วยอำนาจวาสนาของตน ใครมีศรัทธาความเชื่อของเขา เขาใส่ของเขา เขามีความเชื่อ เราก็ภิกขาจารไปด้วยอำนาจวาสนาของตนไง มันวัดบุญวัดกรรมของสัตว์โลกไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำบุญทำกุศลมากน้อยมาขนาดไหน นี่มันวัดบารมีธรรมของแต่ละบุคคล

สิ่งที่เราบิณฑบาตมา บิณฑบาตมาเป็นข้าว เขาใส่อาหารมา ถ้าเป็นข้าว กินข้าว กินข้าวขึ้นมา กินข้าวเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อดำรงชีวิตของเราเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย ถ้ามันมีศีลมีธรรมขึ้นมา มันจะมีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในใจของตน

ถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม เวลากินข้าวๆ กินข้าวขึ้นมา เวลามันหิวมันกระหาย มันอยากของมัน เวลากินมันมีรสมีชาติของมัน ถึงเวลาเรามีศีลมีธรรม ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ ก่อนฉัน ถ้าไม่ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ ก่อนฉัน ปรับอาบัติทุกกฏ

สิ่งที่ได้มามันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย ของเน่า ของบูด ของเสียของหายทั้งนั้นน่ะ เวลาฉันอาหารขึ้นมาเพื่อเลี้ยงธาตุ ๔ ที่มันต้องการอาหารของมันไง พอฉันเข้าไปแล้วอิ่มเอิบมีความสุข เพราะมันแก้หิวไง

เวลาธาตุมันขาดสารอาหารของมัน มันก็มีความหิวมีความกระหายของมัน เวลาปัจจัยเครื่องอาศัย เวลาฉันไปแล้วมันก็ไปบำรุงบำเรอสิ่งที่มันขาดมันแคลนของมันขึ้นมาให้มันอุดมสมบูรณ์ของมันขึ้นมา มีความสุข เวลามันได้กินได้อยู่ของมันไง กินข้าว

แต่ถ้ากิเลสมันเบียดมันเบียนนะ มันน้อยเนื้อต่ำใจ มันไม่สมความปรารถนาไปร้อยแปดพันเก้าน่ะ

แต่ถ้ามีสติมีปัญญา เราฉันอาหาร ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ ด้วยสติด้วยปัญญาของตนไง เวลามันหิวมันกระหายมันก็ต้องการอาหารของมันใช่ไหม ถ้ามันมีสิ่งใด ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันก็เป็นธรรมไง ถ้ามัน ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ มีสติมีปัญญา นี่ไง หัวใจของมัน มันจะเป็นธรรมขึ้นมาไง

ปากมันกินอาหาร มันต้องอาศัยปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิต ดำรงชีวิตขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้หน่อของพุทธะให้มันเกิดสติให้มันเกิดปัญญาขึ้นมา ให้มันเห็นไง เห็นการดำรงชีวิตแบบฆราวาส การเป็นอยู่ของเขาเป็นเรื่องของฆราวาส เขาจะอยู่อย่างไรไม่ผิดศีลผิดธรรม นั้นก็บุคคลสมบูรณ์แบบของฆราวาสของเขา

เราเป็นนักบวช เราเป็นพระ เราเป็นพระปฏิบัติ เราจะเป็นนักรบ เวลาเราฉันอาหาร ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ ด้วยสติด้วยปัญญา เวลาฉันอาหารขึ้นมาด้วยสติด้วยปัญญาของเรา มันเห็นโทษเห็นภัยไง

ถ้าไม่เห็นโทษเห็นภัย ทำไมมันมีธุดงควัตรล่ะ

ถ้ามีธุดงควัตร อาสนะเดียว มื้อเดียว ฉันหนเดียว มันเป็นธุดงควัตร ๑๓ ไง

ทำไมมันต้องมีกฎมีกติกาขึ้นมาล่ะ

มีกฎกติกาขึ้นมา เห็นไหม ถ้าไม่ถือธุดงควัตร

ศีลในศีลไง ศีลในศีล ศีล ๒๒๗ เราทำสมบูรณ์แบบขึ้นมาก็ โอ้โฮ! พระที่สมบูรณ์แบบ เป็นพระที่น่าเคารพศรัทธา เป็นพระที่น่าเชื่อถือ

แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเรา ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ เวลาฉันอาหารของเรา กินข้าว เวลากิน กินด้วยปาก

กินธรรม สติปัญญามันเกิดขึ้น หัวใจมันอิ่มเอิบอิ่มเอม

หัวใจมันอิ่มเอิบอิ่มเอม ถ้ามีสติปัญญามันเท่าทัน มันฉันแต่พอประมาณ มันฉันแล้วให้เรามีสติมีปัญญา

แล้วถ้ามันผ่อนอาหารของมันอีกล่ะ

มันเบาอกเบาใจ นั่งสมาธิมันก็ง่าย พอนั่งสมาธิไปแล้วมันดีงามขึ้นมาไง

แล้วเวลาอดนอนผ่อนอาหารขึ้นมา เวลานั่งสมาธิไปมันดีงามขึ้นมา มันคิดเลยนะ ไม่กินไม่ได้หรือ ไม่กินไม่ได้ ไม่กินมันก็ตาย แล้วตายไปพร้อมกับกิเลสที่มันยังเต็มอยู่ในหัวใจอย่างนี้หรือ มันพอใจไหมล่ะ ก็เราจะมาฝึกหัดมันไง

กินข้าวกินด้วยปาก ใจถ้ามันกินธรรมๆ ขึ้นมามันเห็นคุณค่า เห็นประโยชน์ของมันขึ้นมา หัวใจมันประเสริฐ ประเสริฐอย่างนั้นไง ถ้าจะเป็นนักรบมันรบอยู่ที่นั่นไง มันรบที่หัวใจ มันจะอุดมสมบูรณ์มันจะขาดแคลนขนาดไหนมันเป็นเรื่องธรรมดา มันเห็นแล้วมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้ามันคิดเป็นทางโลก มันเปรียบมันเทียบ มันเคียดมันแค้น มันทุกข์มันยาก มันร้อยแปดพันเก้า

กินข้าวนะ สิ่งมีชีวิตมันต้องมีปัจจัยเครื่องดำรงชีวิต กินข้าวมันเป็นวัฒนธรรมของทางตะวันออก ในทางตะวันตกเขา เขากินขนมปัง กินอาหารอะไรก็ได้ในท้องถิ่นในพื้นที่ของเขา แต่ในเขตในภาคตะวันออกส่วนใหญ่แล้ววัฒนธรรมกินข้าว จะเป็นข้าวจ้าว ข้าวเหนียว จะข้าวสิ่งใดก็แล้วแต่ จะไปทำให้เป็นเส้น มันก็มาจากข้าว กินขนมปังมันก็มาจากข้าว แต่ข้าวสาลี ข้าวต่างๆ เขาก็ต้องปลูกขึ้นมาทั้งนั้นน่ะ

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มนุษย์เกิดจากดิน กินดิน อาหารเกิดจากดิน เราเหยียบบนแผ่นดินแต่เราหาหัวใจของตนไม่เจอ ทำสมาธิไม่เป็นๆ ก็หาภพของตนไม่พบ

ถ้าหาภพของตนพบไง เวลาทำความสงบของใจเข้ามาได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน เห็นไหม เวลากินข้าว กินข้าวเพื่อดำรงชีวิตๆ ชีวิตมีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เวลาธาตุ ๔ มันเป็นธาตุ เวลาธาตุรู้ ธาตุรู้เป็นเรื่องของจิต นี่ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ถ้ามีสติมีปัญญามันพิจารณาของมันนะ มันพิจารณาของมันเข้ามาถึงนะ มันจะเป็นประโยชน์กับหัวใจดวงนี้ทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้าหัวใจดวงนี้ที่มันมีสติมีปัญญาเข้ามา มันจะมีคุณค่าของมันขึ้นมา

ถ้ามันมีคุณค่าขึ้นมา เห็นไหม เวลาเราทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันต่างกันอย่างไร แต่ถ้าสติ ถ้ามันทำสมาธิได้ มันระลึกได้ มันก็ระลึกถึงสมาธิได้ เวลามันคลายออกมา ระลึกอย่างนั้นไม่ได้ อารมณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ ความรู้สึกอย่างนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นได้ นี่ไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง

เวลาเรากินข้าวๆ ขึ้นมาเพื่อบำรุงธาตุ ๔ เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สมองแจ่มใส เวลาคิด คิดด้วยสมองของตนไง อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากสมองไง เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลากินข้าวๆๆ เพื่อดำรงชีวิตขึ้นมา

เกิดมา พ่อแม่เลี้ยงดูมาก็กินข้าวมานี่แหละ เวลาเติบโตขึ้นมา มาบวชเป็นพระสมมุติสงฆ์ เราฉันอาหารก็กินข้าวนี่แหละ แล้วกินข้าวขึ้นมาแล้วพิจารณาขึ้นมาจากกินข้าวนะ จิตใจถ้าเป็นธรรม เห็นไหม ถ้าจิตใจเป็นธรรม จิตมันเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา มันจะเห็นภวาสวะ เห็นภพของตน เห็นจิตของตนไง

ถ้าเห็นจิตของตน แล้วถ้ามันฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาไง ปัญญาเกิดจากจิต เพราะมันกินธรรม

ถ้ามันกินข้าวๆ ปัญญามันเกิดจากสมองนี่ไง เป็นนักปราชน์ราชบัณฑิต ความรู้มากมายมหาศาล พิจารณาได้เป็นนักปราชญ์ เข้าใจเป็นทำวิจัยจนแยกแยะได้ว่ามีคุณภาพ มีคุณค่าขนาดไหน

เวลาเกิดภาวนามยปัญญานะ จะเกิดภาวนามยปัญญาเพราะจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ถ้ามันเห็นของมัน มันเห็นกิเลสน่ะ เวลาปัญญามันเกิดจากจิต มันเกิดภาวนามยปัญญานะ

นักปราชญ์ราชบัณฑิตเขาวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นสมบัติสาธารณะ เพื่อสมบัติของโลก งานวิจัยทั้งหมดทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น

แต่ถ้าจิตมันสงบ ถ้าจิตมันเป็นธรรม เวลามันเกิดภาวนามยปัญญา มันเห็นกิเลสของตน เห็นกิเลสเฉพาะตน

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาคือพญามาร อวิชชาคือกิเลส คือผู้ไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันทำให้จิตมืดบอด ถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาถ้ามันรู้มันเห็นขึ้นมา มันมีผลแตกต่างกันไง

กินข้าวๆๆ ก็เลี้ยงธาตุ ๔ เลี้ยงสมอง เลี้ยงงานวิจัย เลี้ยงทางการศึกษาค้นคว้าในวัฏฏะ ถ้าจิตใจไม่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา

ถ้ามันเกิดภาวนามยปัญญา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา เวลาปัญญาที่มันเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากจิตดวงนั้น จิตที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไง

วันวิสาขบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดในธรรมไง เกิดในธรรมเพราะอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เกิดในธรรมๆ เพราะมันมีภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิตไง ถ้าปัญญามันเกิดจากจิต ปัญญามันพิจารณา เพราะพิจารณาจิตดวงนั้นไง

ถ้าจิตดวงนั้นมันพลิกจากที่เป็นวัฏฏะ จากที่เป็นโลก จากพรหม จากเทวดา จากมนุษย์ จากสัตว์นรก จากนรกอเวจี เวลาอยู่ในสถานะใดภพใดชาติใดไง เวลามันพิจารณา มันเห็นจิตดวงนั้นไง พอจิตดวงนั้นมันพลิกของมันขึ้นมา พลิกขึ้นมาด้วยกำลังของภาวนามยปัญญา กำลังของมรรคไง มรรคที่มันพลิกจิตดวงนั้นขึ้นมาไง

พอพลิกจิตดวงนั้นขึ้นมา มันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต ปัญญาเฉพาะเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เฉพาะจิตดวงนั้น เฉพาะผู้ที่ปฏิบัตินั้น เฉพาะในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เฉพาะในหัวใจของพระสารีบุตร พระโมคคัลานะที่ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เฉพาะที่เกิดขึ้นในใจของพระสารีบุตรไง

พอมันเป็นสัจจะเป็นความจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสาธุ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา เราเป็นสาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟังแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน ถ้ามันเกิดข้อเท็จจริงในหัวใจของตน นั่นน่ะกินธรรม

มันไม่เหมือนกินข้าว กินข้าวมันต้องมีสารอาหาร กินข้าวมันต้องมีเมล็ดพันธุ์ข้าว ปลูกในที่นา ข้าวไร่ปลูกบนที่ดอย ต้องมีอากาศ มีฝน มีแดด ทุกอย่างขึ้นมา มันเจริญงอกงามขึ้นมา ผู้ที่เก็บเกี่ยวมาเป็นอาหาร อาหารของธาตุ ๔ อาหารของมนุษย์ อาหารของวัฏฏะ

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถึงมีอำนาจวาสนา ฝึกหัดปฏิบัติถ้าเป็นโลกียะ เป็นโลก มันก็เป็นทางวิจัยเป็นทางโลกนั่นแหละ แล้วมันก็คาบเกี่ยวระหว่างสมองกับจิต

แต่ถ้าพอพิจารณาไปมันรู้มันเห็นของมัน มันจะแยกออกมาต่างหากเลย แยกออกมาต่างหากเป็นของของเรา ของของจิตดวงนั้น ถ้าจิตดวงนั้นเป็นสัมมาสมาธิ จิตดวงนั้นเป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานจะเกิดบนจิตดวงนั้น มันวิปัสสนาของมันขึ้นไปมันจะเกิดความมหัศจรรย์กับจิตดวงนั้น

ความมหัศจรรย์ของจิตดวงนั้นว่า ทำไมมันเป็นความมหัศจรรย์ขนาดนี้ ทำไมมันเป็นความมหัศจรรย์ขนาดนี้

ขนาดนี้ก็เกิดจากความสามารถ เกิดจากการกระทำ เกิดจากการก่อร่างสร้างตัว เกิดจากทำจากโลกแล้วสู่ธรรม สู่ธรรมแล้วให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม

มรรคสามัคคีๆ สมุทเฉทปหาน นิโรธ นั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง

กรณีที่ว่า ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์ด้วยสัจจะด้วยความจริงขึ้นมา ด้วยมรรค ๘ มันมหัศจรรย์แปลกประหลาด แต่แปลกประหลาดจนพูดให้ใครฟังก็ไม่ได้ไง

แต่ครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติแล้ว ท่านผ่านเหตุการณ์อย่างนั้นมาแล้วทั้งสิ้น ถ้าไม่มีผ่านเหตุการณ์อย่างนั้นมา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันไม่มีเหตุ เหตุสัจจะความจริงอย่างนั้น มันจะเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาเป็นสัจจะความจริงขึ้นมาไม่ได้ เพราะถ้ามันเป็นขึ้นมามันก็เป็นแบบเรานี่ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ด้วยสุข ด้วยทุกข์ ด้วยความพอใจและความขัดแย้ง

ทางสองส่วนไม่ควรเสพไง มันเป็นของคู่ไง ของที่มันมีอยู่ มันก็ต้องมีอยู่ของมันไง แต่มีในฉากใด มีในแง่มุมใดไง

แต่ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา เวลามันมรรคสามัคคี มันจะเป็นแง่มุมใด มันมีแง่มุมเดียว มัคโค ไม่มีแง่มุมอื่น ถ้ามีแง่มุมอื่นมันก็บิดเบี้ยวไง

กินข้าว กินข้าวให้มันมีกำลัง กินข้าวให้มันดำรงชีวิต กินข้าวเพื่อสิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตไว้เพื่อฝึกหัดปฏิบัติ

ฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงของตน ตามอำนาจวาสนาของตน แต่กาลมสูตรมันห้ามเชื่อไง มันห้ามเชื่อมันก็ต้องทดสอบ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันตั้งแต่หยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด แล้วถ้ามันละเอียดแล้ว มันเข้ารูปเข้ารอย มันเป็นข้อเท็จจริงของมันไง

ถ้ามันไม่เข้ารูปเข้ารอย มันก็หยาบอยู่อย่างนั้นไง ถ้าหยาบอยู่อย่างนั้นมันก็เป็นโลกไง ถ้าเป็นโลกมันก็เป็นทฤษฎีขึ้นมาแล้ว เป็นสัญญา เป็นความจริง แล้วสัญญาความจริงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขนาดสัญญาความจริงครั้งแล้วครั้งเล่ามันยังไม่เหมือนกันเลยสัญญาอย่างหยาบ สัญญาอย่างกลาง สัญญาอย่างละเอียด สัญญามันพลิกมันแพลงขึ้นไปร้อยแปดพันเก้า

สัญญากับปัญญามันคนละเรื่องกัน

ถ้าเริ่มต้นไม่ได้ มันก็เริ่มจากการจดจำ มันก็เป็นสัญญานี่แหละ แต่ถ้ามันงอกงามขึ้นมา มันจะเป็นปัญญาขึ้นมา มันจะแตกต่าง แล้วเราจะรู้เลยว่า สัญญาเป็นอย่างไร รสชาติเป็นอย่างไร แตกต่างเป็นอย่างไร

แล้วถ้าเป็นปัญญาๆ ปัญญาถ้ามันมีกำลัง มันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันเป็นอย่างไร แล้วถ้าพลั้งเผลอขึ้นมาหรือไม่รอบคอบขึ้นมา สมาธิมันอ่อนตัวลง นั่นล่ะมันเริ่มเฉไฉแล้ว

พอเฉไฉก็ยังไม่รู้ตัว จนมันเป็นสัญญาไปแล้วยังเข้าใจไม่ได้ จนทำซ้ำๆ อ๋อ! นี่มันสัญญานี่นา แต่เพราะสัญญามันถึงมีสติมีปัญญาเท่าทันมากขึ้นๆ มันก็แยกแยะได้มากขึ้นๆ มันก็มีสติปัญญาให้รอบคอบมากขึ้น ไม่อย่างนั้นมันจะมีได้อย่างไรในวงกรรมฐานว่า เจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเวลาจิตเสื่อมๆ เขาเรียกกรรมฐานม้วนเสื่อ เวลาจิตเสื่อมมันถอนสมอเลย มันถอนหมดเลย แล้วเวลากิเลสมันร้ายกาจ มันทับถมขึ้นมา มันต่อต้านเลย จากคนดีๆ มันกลายเป็นคนพาลไปเลย จากคนดีๆ อยู่ในร่องในรอยนะ มันกลายเป็นคนเหลวไหลไปเลย เหลวไหลจนตัวเองก็ยังเชื่อตัวเองไม่ได้น่ะ แล้วจะฟื้นฟูอย่างไร

นี่พูดถึงเวลาจิตมันเสื่อมนะ

แล้วโดยธรรมชาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันไม่มีอะไรสิ่งใดคงที่ดีงามหรอก การฝึกหัดปฏิบัติก็เหมือนกัน ล้มลุกคลุกคลานมาทั้งนั้น มันถึงต้องมีร่มโพธิ์ร่มไทรไง เป็นที่พึงที่อาศัย เป็นที่ยึดเหนี่ยว แล้วเวลาเราเฉไฉ เรานอกเรื่องนอกราว ถ้ามีสติมีปัญญานะ มันจะกลับไปชาร์จไฟ มันจะกลับไปหาครูบาอาจารย์ของมัน แล้วถ้าครูบาอาจารย์ของมันที่ดีงามนะ จะฟื้นฟู

สิ่งที่มันผิดพลาดไปแล้วก็แล้วกันไป คนเรายังมีชีวิตอยู่ แผ่นดินยังไม่กลบหน้า มันมีโอกาสทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้ามีสติมีปัญญาระลึกได้นะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดมากี่ภพกี่ชาติ สิ่งที่เกิดมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ไม่เคยเข็ดและไม่เคยขยาด เกิดภพใดชาติใดก็จะยึดมั่นถือมั่นในภพนั้นชาตินั้น และจะยึดมั่นภพชาตินั้นๆ ภพนั้นชาตินั้นก็รักก็พิร่ำคร่ำครวญร่ำไรมาทุกภพทุกชาติเหมือนกัน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ถ้าใครระลึกได้ สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ น้ำตาที่ได้ร้องไห้คร่ำครวญมา ถ้าเก็บสะสมไว้ มากกว่าน้ำทะเลทั้งนั้นน่ะ

สิ่งที่คร่ำครวญร้องไห้ทุกข์ยากมากี่ภพกี่ชาติจำไม่ได้ ระลึกไม่ได้ เข้าใจไม่ได้

แล้วผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ ระลึกอดีตชาติได้ ภพชาติได้

จริงหรือ ระลึกได้แล้วได้อะไรขึ้นมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกอดีตชาติได้มากมายมหาศาล ดึงกลับ จุตูปปาตญาณ ด้วยเวรด้วยกรรมของสัตว์ ทำดีทำชั่วมันต้องไปเกิดแน่นอน ไปไม่มีวันที่สิ้นสุดทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันยังไม่มีสิ่งใด ไม่เข้าสู่มรรคสู่ผล เป็นไปไม่ได้ ดึงกลับ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดึงกลับ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อดีตอนาคตแก้กิเลสไม่ได้ เวลาดึงกลับมาแล้วเป็นปัจจุบันธรรม ปัจฉิมยามไง เวลาอาสวักขยญาณ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารา ปจฺจยาวิญฺญาณํ ไง อวิชชาเวลามันดับเป็นชั้นเป็นตอนของมันขึ้นมาไง นิโรโธ โหติๆ สงบสุขๆ มาตลอดเวลาไง เวลามันถึงที่สุด เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร ข้อเท็จจริง เห็นไหม

การเกิดเป็นมนุษย์ การเกิดเป็นสัตว์ มันต้องมีอาหาร มีปัจจัยเครื่องอาศัย เราเกิดเป็นมนุษย์เราก็กินข้าว มีปัจจัยดำรงชีวิตเพื่อดำรงชีวิตไว้ ได้มาบวชเป็นพระ ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ากินข้าว ฉันข้าว แล้วเรามีโอกาสในการพิจารณาด้วยสติด้วยปัญญา ให้หัวใจเป็นธรรม เวลาเป็นธรรมของเราขึ้นมาไง มันจะไปรู้กิเลส มันจะไปเห็นกิเลส แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา มันจะชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา ให้เกิดมัคโค หนทาง แห่งพระพุทธศาสนา หนทางแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วางธรรมและวินัยนี้ไว้ เรามีอำนาจวาสนาได้ก้าวเดิน จิตมันก้าวเดินด้วยวิปัสสนาญาณ ได้การกระทำอันนั้นไง นี่หนทางแห่งพุทธะ

แล้วพุทธะเวลาพิจารณาไป ชำระล้างสิ่งที่เป็นความสกปรกโสโครกในหัวใจของตน เป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ชำระล้างเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง